Menu
 





เศรษฐกิจขาลงยาว
ซับไพร์ม-พิสูจน์มาตรฐานการเงินสหรัฐฯต่ำ

ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า “เศรษฐกิจสหรัฐฯ” ตกอยู่ในภาวะ “ถดถอย” เรียบร้อยโรงเรียนบุชไปแล้ว ตลาดหุ้นดาวน์โจนส์ก็ตกอยู่ “ภาวะหมี” เรียบร้อยไปแล้วอีกเช่นกัน หลังจากระเบิดเวลาหนี้เน่า “ซับไพร์ม” ทยอยระเบิดขึ้นมาทีละลูกกระจายไปทั่วโลก ส่งผลให้ธนาคารยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น เอเชีย มาจนถึง 4 แบงก์ไทย ขาดทุนย่อยยับป่นปี้ไปตามๆ กัน
การตัดสินใจประชุมฉุกเฉินผ่านทางวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ของ นายเบน เบอร์นาเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ก่อนการประชุมปกติหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงอย่างแรงติดต่อกันสองวัน และประกาศลดดอกเบี้ย Fed Fund Rate ลงทันที ร้อยละ 0.75 จาก ร้อยละ 4.25 เหลือ ร้อยละ 3.50 ย่อมเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯเข้าขั้นโคม่าแล้ว
การลดดอกเบี้ยฉุกเฉินครั้งนี้ เป็นการลดดอกเบี้ยที่รุนแรงที่สุดในรอบ 17 ปีของสหรัฐฯ นักวิเคราะห์เชื่อว่า การประชุม เฟด อย่างเป็นทางการในวันที่ 30 มกราคม (ที่ผ่านมา) เฟดจะต้องลดดอกเบี้ยลงอีกร้อยละ 0.5 เหลือร้อยละ 3.0 (ตอนที่เขียนบทความนี้ เฟดยังไม่มีการประชุม จึงยังไม่ทราบผล)

แต่ถึงแม้เฟดจะลดดอกเบี้ยลงมาอีกร้อยละ 0.50 จริง นักวิเคราะห์เศรษฐกิจ Global Macro ก็เชื่อว่า ยังเอาไม่อยู่ เฟดจะต้องลดดอกเบี้ยลงไปให้ต่ำกว่า ร้อยละ 3 และอาจต้องลดอีกหลายครั้ง
จากวิกฤติการเงินเมื่อปี 2000-2002 ธนาคารกลางสหรัฐฯต้องลดดอกเบี้ยลงไปถึง 11 ครั้ง จาก ร้อยละ 6 ลงไปจนเหลือ ร้อยละ 1.75 จึงเอาอยู่ และตลาดหุ้นดาวน์โจนส์ก็ตกอยู่ในภาวะหมียาวนานเกือบ 3 ปี ดัชนีหุ้นดาวน์โจนส์ ร่วงจาก 11,750 จุดลงมาเหลือ 7,200 จุด ก่อนที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะหยุดและเปลี่ยนเป็นขาขึ้น
แต่วิกฤติการเงินเศรษฐกิจของสหรัฐฯครั้งนี้ ผมดูแล้ว อาการสาหัสกว่าปี 2000 มาก นอกจาก “ซับไพร์ม” แล้ว สหรัฐฯยังเจอปัญหา “ภาวะเงินเฟ้อ” Inflation ปัญหา “เงินฝืด” Deflation และปัญหา “เศรษฐกิจถดถอย” Recession ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาเดียวกัน
ตลาดหุ้นไทย ในช่วงเดือนที่แล้ว แม้จะไม่ทรุดหนักเหมือนตลาดหุ้นอื่น เพราะเป็นตลาดหุ้นขนาดเล็ก แต่ในระยะยาวแล้วก็หนี “ภาวะหมี” ไปไม่พ้น

หุ้นบลูชิพ ใน SET 50 และ SET 100 ถูกนักลงทุนต่างชาติเทขายออกมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุด เที่ยวนี้อาจขายจนหมดหน้าตัก เพราะยอดขาดทุนจากซับไพร์มของธนาคารในสหรัฐฯและยุโรปและกองทุนต่างๆ สูงมากเป็นประวัติการณ์
คุณปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ยอมรับว่า ผลกระทบจากซับไพร์ม ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยไปอีกยาว คาดว่าจะผันผวนไปจนถึงกลางปีหน้า 2552 โน่น พร้อมกับเตือนให้นักลงทุนระมัดระวัง
สิ่งที่น่ากลัวก็คือ ถ้าหาก ตลาดหุ้นทั่วโลก เป็นแนวโน้ม ตลาดหมี เมื่อไร เมื่อนั้นก็เอวัง ไม่มีใครช่วยใครได้ ทุกคนจะกอดเงินสดไว้หมด
แต่ผมก็ยังหวังว่า ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจเอเชียที่มีอยู่ จากกำลังซื้อมหาศาลของจีน อินเดีย และอาเซียน จะสามารถประคับประคองเศรษฐกิจไทยไม่ให้ตกต่ำอย่างรุนแรงได้ ที่สำคัญ “รัฐบาลใหม่” จะต้องบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจและการเงินให้ดี ไม่ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Stagflation หรือ ภาวะเงินเฟ้อในยามที่เศรษฐกิจถดถอย ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจต้องปิดกิจการกันระนาว

ดังนั้น “ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่” โดยเฉพาะตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” จะต้องหาคนที่ “มือถึง” และ “เก่งจริง” ไม่ใช่ “มือสมัครเล่น” หรือ “นักการเมือง” เพราะหาคนเป็นไม่ได้อย่างที่จะดำเนินการกัน
วิกฤติเศรษฐกิจการเงินรอบนี้ ต้นตอเกิดจากสหรัฐฯ เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า สหรัฐฯที่ชอบทำตัวเป็นเจ้าพ่อ ชี้บงการให้ประเทศต่างๆ ต้องโปร่งใส ตั้งกฎเกณฑ์ทางการเงินมากมาย เพื่อบีบให้สถาบันการเงินทั่วโลกเปิดเผยข้อมูลให้สหรัฐฯได้เห็นทุกซอกทุกมุม
แต่ในบ้านตัวเอง ระบบการปล่อยสินเชื่อของธนาคารสหรัฐฯ กลับเหลวแหลกไม่แพ้ไทยสมัยก่อนเกิดต้มยำกุ้ง
เป็นไปได้อย่างไร ธนาคารยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ซึ่งได้ชื่อว่า มีความโปร่งใสในการบริหารจัดการมากที่สุดในโลก แต่กลับปล่อยสินเชื่อบ้านและเครดิตต่างๆ ให้กับลูกค้าที่มีคุณภาพต่ำ ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีงานทำ แล้วเอาสินเชื่อจากธนาคารไปหมุนซื้อบ้านเพื่อหากำไรส่วนต่างฟรีๆ เป็นจำนวนสูงถึง 1.36 ล้านล้านดอลลาร์ ประมาณ 46 ล้านล้านบาท
แต่วันนี้ก็เกิดขึ้นแล้ว

สหรัฐฯคงต้องใช้เวลาในการเยียวยากวาดบ้านอีกอย่างน้อย 2 ปีเป็นอย่างต่ำ กว่าทุกอย่างจะเริ่มคลี่คลาย ผมไม่เชื่อว่าสารพัดปัญหาในสหรัฐฯจะฟื้นในเร็ววัน
เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯวันนี้ ไม่ใช่เจอแต่ปัญหา “หนี้เน่าท่วมระบบ” เท่านั้น แต่ธนาคารสหรัฐฯยังต้องแบกเอา NPA หรือ “ทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้” จากบ้านเก่าหลายสิบล้านหลังที่ยึดมาจากลูกค้าและขายไม่ออก แล้วยังเจอ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอย” บวกกับ “ภาวะเงินเฟ้อ” และ “ตลาดหุ้นทรุด” พร้อมกันในเวลาเดียวกัน
อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป จนปัญญาที่ตัวเล็กๆ อย่างผมจะทราบได้ แต่อยากฝากท่านผู้อ่าน “การเงินธนาคาร” ทุกท่านไว้ตรงนี้ว่า ต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจและการเงินให้ใกล้ชิดที่สุด มีหนังสือ “การเงินธนาคาร” ติดบ้านติดออฟฟิศอ่านทุกเดือน แล้วก็บริหารจัดการทุกอย่างด้วยความระมัดระวังที่สุด จะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้


Money & Banking Electronic Magazine is a monthly magazine published by Media Asscociated Co.,Ltd.
Office : 42/38 Chokchai-Ruammit Soi, Vipavadi-rungsit Road, Bangkok 10900
Telephone: (662) 0-26914126-30 Telefax: (662) 0-22762336 e-mail :
karnngern@karnngern.com